เมื่อแสงอาทิตย์กลายเป็นแสงแห่งโอกาส ในการเสด็จเยือนชุมชนบ้านไล่โว่
เมื่อแสงอาทิตย์กลายเป็นแสงแห่งโอกาส
ในการเสด็จเยือนชุมชนบ้านไล่โว่แต่ละครั้ง พระองค์ภาฯ มิได้ทรงทอดพระเนตรเพียงสภาพภูมิประเทศหรือความเป็นอยู่ภายนอกเท่านั้น หากแต่ทรงสนพระทัยในรายละเอียดเล็ก ๆ ของชีวิตผู้คน ซึ่งหลายครั้งเป็นเรื่องที่คนภายนอกอาจมองข้ามไป ผมยังจำได้ดีว่า วันหนึ่งพระองค์ทรงมีรับสั่งถามถึงวิถีชีวิตของเด็กและชาวบ้านหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
“ตอนกลางคืนอยู่กันอย่างไร”
“มีไฟฟ้าใช้หรือไม่”
“เด็ก ๆ อ่านหนังสือและทำการบ้านกันอย่างไร” เป็นคำถามเรียบง่าย แต่สะท้อนถึงความห่วงใยที่ลึกซึ้ง
ผมกราบทูลว่า โรงเรียนและครัวเรือนบ้านไล่โว่ยังไม่มีระบบไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับทุกครัวเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยแสงจากเทียน หรือตะเกียงน้ำมันก๊าด บางหลังมีไฟจากโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กที่ให้แสงสว่างได้เพียงเล็กน้อย เด็กหลายคนต้องนั่งล้อมวงใต้แสงไฟดวงเดียวเพื่ออ่านหนังสือและทำการบ้าน บางคืนที่ท้องฟ้าปิดหรือแบตเตอรี่เก็บพลังงานได้ไม่เพียงพอ ความมืดก็กลายเป็นข้อจำกัดของการเรียนรู้ พระองค์ทรงรับฟังด้วยความสนพระทัย ทรงซักถามถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียน ครู และชาวบ้านอย่างละเอียด
สำหรับผู้คนในเมือง แสงไฟอาจเป็นเพียงสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเด็กชายขอบกลางผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร แสงสว่างหมายถึงโอกาสในการเรียนรู้ หมายถึงความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต และหมายถึงความหวังของอนาคต
ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้พระองค์ภา ทรงเล็งเห็นถึงข้อจำกัดด้านพลังงานและสาธารณูปโภคของชุมชนที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่อนุรักษ์ จึงทรงมีพระราชดำริให้ศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานทดแทนที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พระองค์ทรงสนับสนุนการนำพลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานจากระบบน้ำไฮโดรเพาเวอร์มาใช้ในโรงเรียนและชุมชน โดยกักเก็บพลังงานไว้ในระบบผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อให้เด็กนักเรียน ครู และชาวบ้านสามารถเข้าถึงแสงสว่างได้อย่างเพียงพอและยั่งยืน
พระราชดำริดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเรื่องไฟฟ้าเท่านั้น หากแต่เป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับผู้คนทั้งชุมชน เมื่อมีแสงไฟ เด็ก ๆ สามารถอ่านหนังสือได้ยาวนานขึ้น สามารถค้นคว้าหาความรู้ได้มากขึ้น ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ชาวบ้านก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยในการดำรงชีวิตยามค่ำคืน และสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานสะอาดได้อย่างเหมาะสม
สำหรับผมในฐานะครูดอยคนหนึ่ง สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดมิใช่เพียงการที่ชุมชนมีไฟฟ้าใช้ แต่คือการที่พระองค์ทรงมองเห็นความสำคัญของสิ่งเล็ก ๆ ที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนอย่างมหาศาล พระองค์ทรงเข้าใจว่า “แสงสว่าง” มิได้หมายถึงเพียงกระแสไฟฟ้า หากยังหมายถึงแสงแห่งการศึกษา แสงแห่งโอกาส และแสงแห่งความหวังที่จะนำพาชีวิตของเด็กชายขอบให้ก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม
ทุกวันนี้ เมื่อยามค่ำคืนมาเยือนบ้านไล่โว่ แสงไฟที่ส่องประกายอยู่ตามบ้านเรือนอาจดูเป็นเรื่องปกติสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับชาวบ้านไล่โว่แล้ว ทุกดวงไฟล้วนเป็นเครื่องเตือนใจถึงพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระองค์ภาฯ ผู้ทรงนำแสงแห่งโอกาสมาสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางผืนป่าแห่งนี้
แสงไฟเหล่านั้นอาจส่องสว่างเพียงยามค่ำคืน แต่พระเมตตาของพระองค์ยังคงส่องสว่างอยู่ในหัวใจของชาวไล่โว่ตราบจนทุกวันนี้ และจะส่องสว่างอยู่ตลอดไปในความทรงจำของพวกเราทุกคนครับ
หากค่ำคืนของไล่โว่เคยมีเพียงความมืดมิด วันนี้เด็ก ๆ ได้อ่านหนังสือใต้แสงไฟที่พระองค์ทรงจุดไว้ และแม้วันหนึ่งแสงจากหลอดไฟจะดับลง แต่แสงแห่งพระเมตตาที่ทรงมอบให้ชาวไล่โว่ จะไม่มีวันเลือนหายไปจากหัวใจของพวกเราเลยครับ
ผู้เขียน : นายไพรวัลย์ ยาปัญ
ผู้เขียน : นายไพรวัลย์ ยาปัญ






