ผู้นำการศึกษาจากบังกลาเทศ ภูฏาน มองโกเลีย และมาเลเซีย ร่วมแลกเปลี่ยนนโยบายทางการศึกษา ชี้การสร้างระบบการศึกษาที่ยั่งยืน สร้างครูสร้างคนคุณภาพ ใช้เทคโนโลยีเพื่อมนุษย์

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องนโยบายการศึกษาในประเทศบังกลาเทศ ภูฏาน มองโกเลีย และมาเลเซีย ซึ่งจัดขึ้นใน เวลา 14.00 – 17.00 น. ณ ห้องแซฟไฟร์ 109 โดยมีคุณรีเบคก้า สุลตานา คุณรีเบคก้า สุลตานา (Ms. Rebecca Sultana) ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษามวลชน (Secretary of Ministry of Primary and Mass Education) จากบังกลาเทศ คุณเชวัง โชเฟล ดอร์จี (Tshewang Chophel Dorji) ปลัดกระทรวงการศึกษาและพัฒนาทักษะ (Secretary of Ministry of Education and Skills Development) นางมยักมาร์ จาดัมบา (Mrs. Myagmar Jadamba) อธิบดีกรมการศึกษาปฐมวัย (Director-General of the Early Childhood Education Division) จากมองโกเลีย ร่วมนำเสนอถึงนโยบายและระบบการศึกษาของแต่ละประเทศ
อีกทั้งมีดร.ชาห์ จาฮาน บิน อัสซานาคุตตี (Dr. Shah Jahan bin Assanarkutty) รองผู้อำนวยการอาวุโส กองการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมด้านเทคนิค กระทรวงศึกษาธิการ (Senior Deputy Director of Technical Vocational Education and Training Division, Ministry of Education) นำเสนอเรื่องการอาชีวศึกษาของประเทศมาเลเซีย โดยมีผศ.ดร.สันติ เจริญพรพัฒนา กรรมการมูลนิธิและรองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ดำเนินรายการ โดมีนักการศึกษา ครู และผู้สนใจเข้าร่วมประชุม
ในโอกาสนี้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิฯ ได้กล่าวต้อนรับและเปิดการประชุม โดยเน้นความสำคัญของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในช่วงเวลาที่โรงเรียนหลายแห่งปิดตัวลงจากสถานการณ์โควิด- 19 รวมถึงการใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงานร่วมกันในระดับนานาชาติ เช่น โครงการ PMCA Breakfast และ PMCA Academy ที่ใช้เทคโนโลยี เช่น Google Translate และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งนี้ ในการนำเสนอนโยบายและระบบการศึกษาจากกรณีศึกษา 4 ประเทศนี้ วิทยากรแต่ละท่านได้นำเสนอโดยมีสาระสำคัญที่เน้น อาทิ คุณรีเบคก้า สุลตานา จากบังกลาเทศ นำเสนอภาพรวมระบบการศึกษาของประเทศ พร้อมเน้นที่ความสำคัญของการพัฒนาครู การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา และนโยบายเน้น Economic Growth ผ่าน STEM และเทคโนโลยี คุณเชวัง โชเฟล ดอร์จี จากภูฏาน อธิบายระบบการศึกษาที่เน้นความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) การบูรณาการคุณธรรมและวัฒนธรรมในหลักสูตร รวมถึงการปฏิรูปเน้นคุณภาพและความยั่งยืน นางมยักมาร์ จาดัมบา จากมองโกเลีย กล่าวถึงระบบการศึกษาที่ครอบคลุมและเน้นเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล รวมทั้งการพัฒนาทักษะผู้เรียนและครู ดร.ชาห์ จาฮาน บิน อัสซานาคุตตี จากมาเลเซีย กล่าวถึงนโยบายและความสำเร็จของระบบ TVET อาชีวศึกษาที่เน้นความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชน มุ่งผลิตแรงงานทักษะสูงและปรับหลักสูตรอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้ให้นักการศึกษา ครู และผู้สนใจ ได้ร่วมถามต่อวิทยากรเพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นเรื่องสงสัย ซึ่งมีประเด็น อาทิ ปัญหาและโอกาสด้านเทคโนโลยี การปลูกฝังทักษะและแนวทางการพัฒนาครู รวมถึงความท้าทายด้านค่านิยมในสายอาชีวะและความเสมอภาคในโอกาสการศึกษา การเชื่อมโยงการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
ทั้งนี้ โดยภาพรวมแนวทางการพัฒนาการศึกษาของทั้งบังกลาเทศ ภูฏาน มองโกเลีย และมาเลเซีย ผู้นำนโยบายทั้ง 4 ประเทศต่างมอง “การศึกษา” เป็นกลไกหลักของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ชัดเจน ครูถูกยกให้เป็นหัวใจของความเปลี่ยนแปลง จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องทั้งด้านทักษะและคุณธรรม นอกจากนี้ ทุกประเทศยังใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายโอกาสทางการศึกษาและเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ รวมถึงปรับหลักสูตรให้เน้นสมรรถนะ การคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีแนวทางเฉพาะที่สะท้อนบริบทของตนเอง บังกลาเทศเน้นนโยบายเพื่อความเท่าเทียมและการพัฒนาทุนมนุษย์ ภูฏานยึดปรัชญาความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) เป็นแกนกลางของการศึกษาที่สมดุลระหว่างจริยธรรม สิ่งแวดล้อม และความสุขของประชาชน มองโกเลียมุ่งพัฒนาระบบดิจิทัลและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อรองรับสังคมเทคโนโลยี ขณะที่มาเลเซียเน้นระบบอาชีวศึกษา (TVET) และการพัฒนาทักษะเพื่อเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โดยสรุปผู้นำนโยบายทั้ง 4 ประเทศชี้ว่า การขับเคลื่อนระบบการศึกษาต้องอาศัยการมีวิสัยทัศน์ชัด การลงทุนในครู การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลัก ระบบหลักสูตรฐานสมรรถนะ และความร่วมมือหลายภาคส่วน เพื่อผลักดันนโยบายการศึกษาให้ตอบโจทย์ความยั่งยืนและไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังขณะที่จุดต่างกันอยู่ที่แนวคิดเชิงนโยบายและกลยุทธ์เฉพาะด้าน ซึ่งสะท้อนถึงบริบทและเป้าหมายพัฒนาการศึกษาของแต่ละประเทศอย่างชัดเจน






