จาก "หินถมถนน" สู่ "นิลเมืองกาญจน์" ร้านอนันตพลพลอยกาญจน์ กับศูนย์ฝึกวิชาชีพเจียระไนนิล ที่เปลี่ยนเศษหินให้เป็นอาชีพของคนทั้งย่าน

จาก "หินถมถนน" สู่ "นิลเมืองกาญจน์" ร้านอนันตพลพลอยกาญจน์ กับศูนย์ฝึกวิชาชีพเจียระไนนิล ที่เปลี่ยนเศษหินให้เป็นอาชีพของคนทั้งย่าน

ถนนแสงชูโต ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี เสียงเครื่องเจียระไนดังคลออยู่หลังกระจกร้าน เม็ดหินสีดำสนิทค่อย ๆ ถูกฝนจนขึ้นเหลี่ยม สะท้อนไฟเป็นประกาย ใครที่ผ่านมาเมื่อห้าสิบปีก่อนคงไม่เชื่อว่าหินก้อนเดียวกันนี้ เคยถูกกองทิ้งไว้ข้างบ่อพลอย และบางส่วนถูกขนไปถมถนน
นี่คือ "นิล" อัญมณีสีดำที่วันนี้กลายเป็นของขึ้นชื่อประจำจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นสินค้าที่คนต่างถิ่นตั้งใจแวะซื้อกลับบ้าน
เมื่อของทิ้งกลายเป็นของมีค่า
ชื่อ "บ่อพลอย" บอกที่มาของอำเภอนี้อยู่ในตัว แหล่งแร่ในเขตกาญจนบุรีเกิดจากหินบะซอลต์ที่ผุพังและถูกพัดพามาสะสมในที่ลุ่ม ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งอัญมณีสำคัญของประเทศ ตามข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี ยุคที่เหมืองพลอยคึกคัก คนทั้งอำเภอลงบ่อขุดหา "ไพลิน" พลอยสีน้ำเงินที่ราคาดี ส่วนหินสีดำที่ติดขึ้นมาด้วยนั้นถือเป็นของแถมที่ไม่มีใครต้องการ กองไว้ริมบ่อ หรือไม่ก็ขนไปใช้ถมทาง จนกระทั่งมีคนตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า — ถ้าเอาหินดำก้อนนี้ไปเจียระไนแบบเดียวกับพลอย มันจะออกมาหน้าตาอย่างไร
คนคนนั้นคือ แม่กิมไน้ สิริพฤกษา เจ้าของร้าน อนันตพลพลอยกาญจน์ เด็กขุดพลอยที่ไม่ได้เรียนต่อ
แม่กิมไน้เป็นคนอำเภอบ่อพลอยโดยกำเนิด เกิดในครอบครัวฐานะไม่ดี และในฐานะพี่สาวคนโต เธอตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมาทำงานส่งน้อง ๆ เรียนแทน วัยเด็กของเธอคือการขุดพลอยและหาบน้ำขายให้คนงานเหมือง ก่อนจะแต่งงานและย้ายเข้ามาอยู่ในอำเภอเมืองกาญจนบุรี ทำมาหากินด้วยการขายอาหารควบคู่กับขายพลอยอยู่หลายปี เธอเก็บเงินเรียนเจียระไนพลอย ซื้อเครื่องมือทีละชิ้น แล้วจึงลองเอา "ของเสีย" อย่างนิลมาขึ้นเหลี่ยมดู ผลลัพธ์คือหินสีดำที่เคยไร้ราคากลับเงางามจนขายได้จริง
ปี 2525 เธอเปิดร้านอนันตพลพลอยกาญจน์ และในปีเดียวกันนั้นเองก็เปิด ศูนย์ฝึกวิชาชีพการเจียระไนนิล ขึ้นในบริเวณเดียวกัน
สอนให้ฟรี เพราะเคยไม่มีใครสอน

จุดที่ทำให้ร้านแห่งนี้ต่างจากร้านพลอยทั่วไป คือการเปิดสอนเจียระไนให้เยาวชนและคนในท้องถิ่นโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รับฝึกรุ่นละราว 25–30 คน ผู้เรียนได้ทั้งวิชาและโอกาสรับงานเจียระไนไปทำต่อที่บ้าน โมเดลนี้ทำให้ทักษะไม่ได้กระจุกอยู่ที่ร้านเดียว แต่แตกออกไปเป็นแรงงานฝีมือในชุมชน คนที่เคยไม่มีอาชีพ ผู้สูงอายุ และแม่บ้านที่ต้องอยู่กับลูก สามารถทำงานที่บ้านและมีรายได้เสริมจากงานที่ใช้ทักษะมือล้วน ๆ
ผลงานของแม่กิมไน้ไม่ได้หยุดอยู่ที่แหวนหรือจี้ เธอนำนิลที่เจียระไนแล้วมาประกอบขึ้นเป็นแบบจำลองสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้เวลาสามปี ปราสาทเมืองสิงห์ เจดีย์สามองค์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว และประตูเมืองกาญจนบุรี
งานชุดนี้ไม่ใช่ของที่ทำเสร็จในไม่กี่เดือน แม่กิมไน้เล่ากับสื่อว่าผลงานทั้งหมดมีราว 8 ตู้ และใช้เวลาราว 2–3 ปี กว่าจะสำเร็จ เพราะการขึ้นรูปสถาปัตยกรรมจากเม็ดนิลนับหมื่นเม็ดต้องคัดขนาด คัดเหลี่ยม และไล่เฉดความดำให้กลมกลืนกันทั้งชิ้น ซึ่งเป็นงานคนละแบบกับการเจียระไนเม็ดเดี่ยวเพื่อขึ้นตัวเรือน เมื่องานเสร็จ เธอได้ทำเรื่อง ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ผลงานนิลชุดนี้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และตามที่เธอเล่า เธอได้รับพระราชดำรัสความว่า ให้ "อนุรักษ์นิลเอาไว้"
ประโยคสั้น ๆ ประโยคนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนของร้าน จากที่ตั้งใจจะทำเป็นสินค้าขายอย่างเดียว แม่กิมไน้ตัดสินใจกันพื้นที่ส่วนหนึ่งของร้านจัดเป็น พิพิธภัณฑ์นิล เก็บรักษาผลงานและตัวอย่างนิลจากบ่อพลอยเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่า หินสีดำที่เคยถูกทิ้งนั้นเดินทางมาไกลแค่ไหน ปัจจุบันทางร้านเรียกส่วนนี้ว่า "พิพิธภัณฑ์บ่อพลอยเมืองนิล" ในแง่ของคนทำงาน การได้ทูลเกล้าฯ ถวายและได้รับพระราชดำรัสเช่นนี้ มีน้ำหนักมากกว่ารางวัลทางการค้าใด ๆ เพราะมันเปลี่ยนสถานะของนิลจาก "ของเหลือจากเหมือง" ให้กลายเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และเป็นแรงส่งให้การเจียระไนนิลถูกยอมรับว่าเป็นงานฝีมือประจำถิ่นอย่างเต็มตัว
ทิ้งนี้ แม่กิมไน้ ได้พูดถึงวิธีการหาพลอยในสมัยก่อน วิธีการหาพลอยสมัยก่อน
นักขุดพลอยรุ่นเก่าไม่ได้ขุดสุ่ม แต่ใช้วิธี "อ่านหน้าดิน" ก่อน โดยสังเกตสิ่งที่เรียกว่า "ขี้พลอย" (แร่ไพร็อกซีน) และสีของหน้าดินในบริเวณที่เป็นต้นกำเนิดอัญมณี เมื่อเลือกจุดได้แล้ว คนขุดจะใช้จอบ เสียม และชะแลง ขุดดินลึกลงไปเป็นบ่อวงกลมหรือสี่เหลี่ยม กว้างพอดีตัวคนราว 1–1.5 เมตร แล้วขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงชั้นแร่ บ่อพลอยโบราณบางแห่ง ลึกตั้งแต่ 4 ถึง 6 เมตร เมื่อขุดลึกจนถึงชั้นดินที่มีนิลและพลอยปะปนอยู่หนาแน่น ซึ่งคนในวงการเรียกว่า "ชั้นดินกะสะ" (ชั้นกรวดทรายแร่) คนที่อยู่ก้นบ่อจะใช้สิ่ว ค้อน หรือพลั่วเล็ก ขุดแซะดินกะสะออกมาใส่ภาชนะ ส่งขึ้นมาให้คนบนปากบ่อ ดินกะสะจะถูกเทลงใน "กระจาด" หรือ "ตะแกรงเหล็กร่อนพลอย" แล้วนำไปแกว่งร่อนในน้ำ ทั้งในลำธารหรือในบ่อน้ำที่ขุดไว้ เพื่อชะโคลนและดินเหนียวออกจนเหลือแต่กรวดหิน ขั้นตอนสุดท้าย ยกตะแกรงขึ้นผึ่งแดด แล้วก้มดูทีละเม็ด นิลเมืองกาญจน์จะโดดออกมาจากกรวดทั่วไปด้วยความมันวาว ทึบแสง และดำสนิท คนที่ชำนาญเท่านั้นจึงจะแยกนิลแท้ออกจากเศษหินได้ด้วยมือเปล่า หลังจากนั้น พ่อค้ามารับซื้อพลอยนิล แล้วนำไปโกนนิลตามรูปแบบที่ต้องการ (Pre-Forming)" และแต่งเหลี่ยมนิลตามรูปแบบ

วิธี "ขุดเบิกหน้าดิน"

การขุดลงไปให้เจอแร่

การแทงแร่และการเลือกพลอยนิล

พ่อค้ารับซื้อพลอยนิล

การโกนนิลและตกแต่ง
ทางด้านสังคม ในทางเศรษฐกิจ นิลกาญจนบุรีถูกยกระดับเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของตำบลบ้านเหนือ และได้รับคัดสรรเป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว (Product Champion) ของจังหวัด เคยถูกนำไปจัดแสดงและจำหน่ายทั้งในงานประชุม APEC และงาน OTOP City เมืองทองธานี แต่ผลที่ลึกกว่านั้นมีอยู่สามชั้น
เรื่องของร้านอนันตพลพลอยกาญจน์เป็นตัวอย่างที่ตรงไปตรงมาว่า การพัฒนาท้องถิ่นบางครั้งไม่ได้เริ่มจากทรัพยากรใหม่ แต่เริ่มจากการมองทรัพยากรเดิมด้วยสายตาใหม่ — และจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อคนที่ค้นพบยอมแบ่งวิธีการนั้นให้คนอื่นด้วย
หลักคิดที่แม่กิมไน้ย้ำเสมอมีเพียงสั้น ๆ ว่า "ความตั้งใจจริง ซื่อสัตย์ มุ่งมั่นจะทำให้ได้"

















