มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จัดเสวนาออนไลน์ The New Normal School ครั้งที่ 2 ศึกษาบทเรียนนานาชาติ เตรียมพร้อมครู-ผู้ปกครอง-นักเรียน-โรงเรียน และหน่วยงานรัฐรับมือและปรับแผนการเรียนการสอนในแบบออนไลน์ผ่านเครื่องมือเทคโนโลยีการสื่อสารทุกช่องทางในมาตรการป้องกันการระบาดไวรัสโควิด-19

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จัดเสวนาออนไลน์ The New Normal School ครั้งที่ 2 ศึกษาบทเรียนนานาชาติ เตรียมพร้อมครู-ผู้ปกครอง-นักเรียน-โรงเรียน และหน่วยงานรัฐรับมือและปรับแผนการเรียนการสอนในแบบออนไลน์ผ่านเครื่องมือเทคโนโลยีการสื่อสารทุกช่องทางในมาตรการป้องกันการระบาดไวรัสโควิด-19


การเสวนา The New Normal School ออนไลน์ ครั้งที่ 2
เรื่อง การเรียนการสอนและเครื่องมือเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งจัดโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ผ่านโปรแกรมซูม โดยมี ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี และ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ พร้อมทั้งเครือข่ายครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมในการเสวนากว่า 200 คน โดยมี ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า กรรมการและผู้จัดการสำนักงานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี  เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

การเสวนาภาคแรก ที่ประชุมได้เสวนาในหัวข้อ เรื่อง การเรียนการสอนออนไลน์ โดยวิทยากร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ประกอบด้วย ดร.วิมลศิริ ปรีดาสวัสดิ์ และ ดร.ก้องกาญจน์ วัชรพนัง นำเสวนาในประเด็นการเรียน   การสอน ประสบการณ์จากอุดมศึกษาสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา โดยชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่อาจารย์กังวลต่อการสอนออนไลน์ คือนักศึกษาจะเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใด การเริ่มสอนออนไลน์ การเลือกเวทีที่เหมาะสม การใช้เวลาในการเตรียมการสอน ความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้เวลาในการสื่อสารกับนักศึกษา การใช้เวลาในการตรวจงาน สิ่งที่นักศึกษากังวลต่อการเรียนออนไลน์ คือสัญญาณอินเทอร์เน็ต การสอนแบบ Broadcast และ Live การส่งงาน การสอบ ตารางสอบที่ทับซ้อน การส่งข้อสอบ การขาดแคลนอุปกรณ์และหนังสือที่ใช้  ในการเรียน สิ่งแวดล้อมในบ้าน บ้านถูกเปลี่ยนเป็นห้องเรียนทางไกลที่ไม่ได้วางแผนไว้ก่อน การทำห้องทดลองออนไลน์ ทำให้ไม่มีประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือจริง ๆ

ดังนั้น การเตรียมการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ โดยตั้งห้องเรียนแบบ Virtual Classroom เชิญทุกคนเข้าห้องเรียน ออกแบบเป้าหมายการเรียนรู้แบบทีละขั้นตอนที่ สามารถช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองได้ และแบ่งหัวข้อเรื่องย่อย ๆ ตามลำดับของเนื้อหา ให้เวลานักศึกษาในการเรียนรู้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30 ของเวลาปกติ เปิดโอกาสให้เรียนรู้ได้ตลอดเวลาโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน และตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจนและให้ความเห็นสะท้อนกลับไปยังนักศึกษาในแต่ละหัวข้อ แบ่งหัวข้อการเรียนรู้ออกเป็น key concept ย่อย ๆ ปรับรูปแบบจากการที่ครูต้องสอนแบบ Live เป็นการสร้างสื่อเรียนรู้ที่เหมาะสมและสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตัวเองของนักศึกษา สร้างกระบวนการที่ช่วยพัฒนาสมรรถนะเป็นลำดับขั้น การให้ข้อมูลป้อนกลับและกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กลุ่ม ช่วยพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษา

ส่วนแนวคิดการออกแบบตารางสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กำหนดชั่วโมงการเรียนรู้ 4-5 ชั่วโมงต่อวัน ตารางจะแสดงกำหนดการสำคัญ เช่น หัวข้อการเรียนรู้ ชั่วโมงการทำงานของแต่ละวิชา ชั่วโมงที่พบกับครู และวันที่ต้องส่งงาน ทุกสัปดาห์มีชั่วโมง Reflection เพื่อช่วยสรุปและเชื่อมโยงการเรียนรู้ของนักศึกษา สื่อสารและทำความเข้าใจแนวคิดการเรียนรู้กับนักศึกษาและผู้ปกครอง

ดร.มัลลวีร์ รอชโฟล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการบริหาร สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำเสนอประเด็นการเรียนการสอน K-9 ในสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 (COVID-19) โดยยกกรณีตัวอย่าง ดังนี้

  • สหรัฐอเมริกา ที่มีความร่วมมือระหว่างรัฐจัดการเรียนการสอนออนไลน์ระดับเกรด 12 โดยใช้หลักสูตร Florida Virtual School ร่วมมือกับ Google ในการจัดหา Chromebooks และจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Hotspot) มือถือให้กับนักเรียนในพื้นที่ชนบทจำนวน 100,000 จุด เพื่อให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฟรี และไม่จำกัดตลอดระยะเวลาที่เหลือของปีการศึกษา การพัฒนาโปรแกรมเพื่อเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต และบริการ WiFi ให้กับนักเรียนในระดับ 3-7 รวมถึงการดัดแปลงรถโรงเรียน 110 คันที่กระจาย WiFi เพื่อออกอากาศ Hotspot สูงถึง 200 ฟุต บางรัฐให้ยืม iPAD และทำเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลโดยลิงก์ไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรีหรือลดราคาสำหรับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียน รวมทั้งมีแผนที่ที่แสดงจุด Hotspot WiFi ได้ทั่วทั้งรัฐ และจัดรายการทีวีของ PBS จำนวน 5 ชั่วโมงในวันธรรมดาสำหรับนักเรียนระดับก่อนอนุบาลถึงเกรด 8 โดยใช้ครูที่มีความสามารถในท้องถิ่นมาจัดการเรียนการสอน
  • ฝรั่งเศส ได้มีการประกาศแผนปฏิบัติงาน 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 การติดต่อสื่อสานระบออนไลน์ จะเน้นในชุมชนที่ไม่สามารถติดต่อสื่อสาร ดำเนินการจัดซื้อแท็บเล็ต พร้อมกับอุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณ 4G ด้านที่ 2 การสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนโรงเรียน โดยมีผู้ให้คำปรึกษาเพื่อให้การสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ด้านที่ 3 การสนับสนุนท้องถิ่นบริหารงานทั้งระบบ โดยให้ผู้ว่าการแต่ละภูมิภาคบริหารจัดการในการให้การสนับสนุนและช่วยเหลือการจัดการเรียนการสอนของนักเรียน ด้านกระทรวงการศึกษาและเยาวชนแห่งชาติ และ La Poste (ไปรษณีย์) ทำข้อตกลงกันเพื่อรับผิดชอบในการจัดส่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในโรงเรียน เช่น แท็บเล็ตและแล็ปท็อป ส่งเอกสารการสอนให้กับนักเรียนที่ไม่ได้ติดตั้งแบบดิจิทัล หรือไม่สามารถเชื่อมต่อได้ โดยสถานศึกษาควรติดต่อกับครอบครัวสัปดาห์ละครั้งทางโทรศัพท์ จัดให้มีศูนย์การศึกษาทางไกลแห่งชาติ (CNED) ที่จะดำเนินการจัดทำแพลทฟอร์ม My Class at Home ทำตารางการสอนผ่านโทรทัศน์ (Lumni) และ Educ’ARTE (เว็ปไซด์ที่รวบรวมสื่อการเรียนการสอน) พร้อมภาคเอกชนและสมาคมต่าง ๆ ได้แก่ Emmaus Connect Foundation de France ในการให้การสนับสนุนอุปกรณ์ดิจิทัลที่จำเป็น
  • จีน กระทรวงศึกษาธิการของจีน ได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัล พร้อมได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีน ให้บริการการศึกษาเรียนรู้แบบออนไลน์ พัฒนาระบบอินเทอร์เน็ต และขยายเครือข่ายให้มีความครอบคลุม สำหรับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ สนับสนุนให้โรงเรียนใช้แพลทฟอร์มอินเทอร์เน็ตเป็นทางเลือกในการสอนแบบออนไลน์ เปิดห้องเรียนบนระบบคลาวด์ (Cloud) แห่งชาติ จัดหาสื่อการสอนและหลักสูตรสำหรับนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ครูผู้สอนออกแบบและส่งบทเรียนออนไลน์ การถ่ายทอดสดการสอนออนไลน์ และการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ MOOC โรงเรียนจะจัดส่งตารางเรียน พร้อมคู่มือที่มีตารางเวลากำกับ  โดยละเอียดแก่นักเรียน โดยให้โรงเรียนและครูเลือกรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมในการใช้งานอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของนักเรียนที่ไม่สามารถร่วมชั้นเรียนผ่านทางออนไลน์ได้ สามารถดาวน์โหลดไฟล์เสียงและไฟล์งานมาทำแทนได้ หรือในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่มีมีอินเทอร์เน็ต ทางหน่วยงานของรัฐหรือ China Education Network ได้เปิดห้องเรียนออกอากาศผ่านทางโทรทัศน์ช่องพิเศษสำหรับการศึกษาทุกวันทำการ โดยครอบคลุมวิชาแกนหลักทั้งหมด
  • อินเดีย ด้านการศึกษาทางเลือกสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาที่ 1-5 ซึ่งพัฒนาโมดูลที่จัดทำโดยสภาแห่งชาติเพื่อการวิจัยและฝึกอบรมด้านการศึกษา (NCERT) เพื่อแก้ไขปัญหาสำหรับอินเทอร์เน็ตที่ไม่ดีและเป็นเครื่องมือสำหรับครูในการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งสอดคล้องกับเนื้อหาจากหลักสูตร โมดูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้น ครูและผู้ปกครองอาจเลือกที่จะทำกิจกรรมที่นักเรียนแสดงความสนใจโดยไม่คำนึงถึงลำดับ การใช้สื่อการเรียนรู้แบบผสมผสาน ใช้กับนักเรียนเกือบทุกระดับชั้นที่จะได้มอบแผ่นงานและเนื้อหาการเรียนรู้ให้กับผู้ปกครองผ่านทางเว็บลิงค์และช่องทางต่าง ๆ ในแต่ละวัน ได้แก่ YouTube  Microsoft Zoom WhatsApp Google Classroom รวมทั้ง SWAYAM Prabha การเรียนการสอนแบบสด (Live) หรือออนไลน์จะเน้นการติดต่อสื่อสารกับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และการพัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษาออนไลน์
  • สิงคโปร์ ได้จัดการเรียนรู้ผ่าน Singapore Learning Platform (SLP) จะมีสื่อสารการเรียนการสอนให้กับครูและนักเรียน โดยในช่วงการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Home Based Learning (HBL) จะมีทั้งการเรียนออฟไลน์และออนไลน์มาใช้ โดยไม่ได้อิงกับการเรียนออนไลน์เพียงอย่างเดียวใน HBL Package จะมีคำชี้แจงการเรียนรู้ ตารางการเรียน แผนการเรียนรู้ ใบงานหรือกิจกรรมและจำนวนชั่วโมงที่ต้องการในการเรียนรู้ในรายวิชานั้น ๆ ไว้อย่างชัดเจน โดยรัฐบาลจัดหาแล็ปท็อปและแท็บเล็ตให้นักเรียนผู้มีรายได้น้อยหรือให้ยืมอุปกรณ์สื่อสารเพื่อไว้ใช้เรียนหนังสือที่บ้าน หรือระหว่างที่รัฐบาลมีคำสั่งให้ปิดโรงเรียน นอกจากนี้ยังจัดหาอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้นักเรียนยืมอีก 1,200 ชุด
  • อินโดนีเซีย ทางกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมดำเนินการให้การสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนให้โรงเรียนในภาวะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่าน Platform การเรียนรู้ออนไลน์ที่ใช้เทคโนโลยี เพื่อจะช่วยเหลือนักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่บ้าน ประกอบด้วย e-Learning Platform ที่สาธารณชนเข้าถึง ได้แก่ Zenius Education, Rumah Belajar Kemendikbud การศึกษาของ G Suite ทีมของ Microsoft ควิปเปอร์สคูล (Quipper), Ruangguru สำหรับที่มีข้อจำกัดในการเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต สามารถเรียนรู้ผ่านสถานีโทรทัศน์สาธารณะ TVRI จะออกอากาศรายการการศึกษาแบบเต็มวันที่เรียกว่า Belajar dari Rumah (Study from Home)
  • ฟิลิปปินส์ ได้ประกาศเปิดตัว DepED Commons ซึ่งเป็น Platform Online ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (DICT) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (NTC) ในการสนับสนุนการเชื่อมต่อเพื่อส่งมอบบริการการศึกษาบนโลกออนไลน์ Platform นี้ประกอบด้วย Globe eLibrary ซึ่งเป็น Platform Online และ e-books ที่เหมาะสมกับวัยและมีส่วนร่วมตั้งแต่หนังสือนิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ไปจนถึงตำราเรียนในวิชาหลัก เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อังกฤษ ฟิลิปปินส์ ดนตรี ศิลปะ และ Open Educational Resources (OER) ที่เขียนขึ้นโดยครูโรงเรียนของรัฐที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชา ซึ่งสามารถจัดเก็บรักษา นำไป แก้ไขใหม่ และแจกจ่ายเนื้อหาใหม่ได้ จัดทำบทเรียนผ่านทางโทรทัศน์และวิทยุ ใช้การเรียนรู้แบบผสมผสาน ครูจัดทำแผนการเรียนการสอนออนไลน์ และออกแบบฝึกหัดให้กับนักเรียนเพื่อนำไป upload ใน DepED เนื่องจากยังมีนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจในการปรับใช้การสอนที่เหมาะสม หากพวกเขาปฏิบัติตามแนวทางนโยบายและการเตือนที่ DepED กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ส่วนกรณีการเปิดภาคเรียนในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2563 จะลดจำนวนนักเรียนให้น้อยลงประมาณ 20 คนต่อห้อง และดำเนินการจัดการเรียนการสอนในวันเสาร์ โดยยึดมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก
  • เวียดนาม ทางกระทรวงศึกษาธิการและฝึกอบรมร่วมมือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในสนับสนุนการออกอากาศผ่านทางโทรทัศน์ฟรี จำนวน 14 ช่อง และได้พัฒนา Platform Online, VNPT E-Learning เพื่อช่วยสอนและเรียนรู้จากระยะไกลสำหรับครูและนักเรียนทุกระดับมี 3 องค์ประกอบที่ต้องเรียนรู้ผ่าน livestream แลกเปลี่ยนบทเรียนออนไลน์ และทดสอบออนไลน์ โดยมีมาตรการเกี่ยวกับการจัดการห้องเรียนผ่านสื่อออนไลน์ และเน้นย้ำถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนและครอบครัวเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในโลกไซเบอร์สำหรับการเรียนรู้ เมื่อโรงเรียนเปิด กระทรวงศึกษาธิการและฝึกอบรมกำหนดมาตรการป้องกันอย่างต่อเนื่องในการตรวจอุณหภูมิ จัดให้นั่งห่างจากกันสองเมตร การสวมหน้ากากอนามัย การฆ่าเชื้อที่โต๊ะ ลิฟท์ และลูกบิดประตูเป็นประจำในระหว่างการเรียนรู้ การล้างมือด้วยสบู่และเจลทำความสะอาดมือ ในขณะเดียวกัน โรงเรียนยังคำนึงถึงระยะห่างทางสังคมจำเป็นต้องแบ่งจำนวนนักเรียนในแต่ละชั้นเรียนครึ่งหนึ่งสลับกันมาโรงเรียน และอีกครึ่งหนึ่งจะเรียนออนไลน์ที่บ้าน รวมทั้งมีการจัดเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ในวันเสาร์สำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนไม่ดี

ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ นำเสนอประเด็นการปฏิบัติจริงในการเรียนการสอนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในอาเซียน ว่า
“หลายประเทศมีแนวทางการจัดการเรียนการสอนทางไกล โดยรัฐมีนโยบายส่งเสริมให้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการจัดการเรียนรู้ เช่น การเรียนผ่านโทรทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียมและการเรียนออนไลน์ ส่วนในระดับโรงเรียนก็ดำเนินแนวทางตามนโยบายรัฐ แต่เน้นความยืดหยุ่นในการจัดการตามบริบทของพื้นที่ แปลงนโยบายมาสู่การออกแบบให้เหมาะกับตัวเองที่สามารถทำได้ และสิ่งที่ทุกโรงเรียนต้องมีคือ การมีข้อมูลรายบุคคลของนักเรียน สภาพความพร้อมด้านการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ แผนและแนวทางการจัดการเรียนรู้สำหรับโรงเรียนตัวเอง และระบบการติดตามช่วยเหลือและประเมินผล ระบบการติดตามข่าวสารและสื่อสารกับพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง”

 

จากประสบการณ์ของครูด้านแนวทางการจัดการเรียนการสอนนั้น ครูส่วนใหญ่เลือกผสมผสานวิธีการสอนหลายวิธีเข้าช่วย ส่วนห้องเรียนแบบออนไลน์ต้องเป็นแนวทางที่ครู นักเรียน และผู้ปกครองต้องมีความพร้อม โรงเรียนก็ต้องมีความพร้อมในการเลือกใช้วิธีนี้ โรงเรียนและครูต้องเตรียมการในเรื่องการจัดการ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ตารางการเรียน การจัดสอนแบบออฟไลน์ต้องมีชุดการเรียนรู้ช่วย แต่ลำบากพ่อแม่ของนักเรียนในการดูแลและการติดตามที่ต้องมีระบบที่ดีด้วย สถานะของครูสอนไป เรียนรู้ไป พัฒนาไป โดยดูจากเงื่อนไขสถานการณ์ที่จะทำให้การจัดการเรียนรู้นั้นเกิดผลดี

ดังนั้น แนวทางการจัดการเรียนการสอน ต้องผสมผสานวิธีการหลายวิธี เพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมในสถานการณ์ New Normal เสมือนครูเป็นนักวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ ห้องเรียนออนไลน์เป็นแนวทางที่ต้องเตรียม ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่พร้อม รัฐต้องลงทุน หน่วยงานพื้นที่ต้องสนับสนุน การจัดสอนแบบออฟไลน์ต้องมีชุดการเรียนรู้ช่วย ต้องช่วยให้พ่อแม่รู้สึกดีและเรียนรู้ไปด้วยกัน ครูต้องสอนไป เรียนรู้ไป และพัฒนาไป ให้เป็นนิสัยในบริบทใหม่ เนื่องจากนวัตกรรมการสอนทางไกล ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ต้องการการค้นหาจากมือครูและผู้รู้ช่วยกันหนุนเสริม รวมถึงนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อเข้าถึง “เด็กยากลำบาก” (Mobile learning) และการติดตามเป็นสิ่งจำเป็นเสมอ เพื่อการเข้าถึงและช่วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และกรรมการวิชาการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี นำเสนอในประเด็นการเรียนการสอนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ Concordian International School ว่า การเรียนการสอนเดิมถูกทดแทนด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยี ด้วยระบบ Learning Management System การถ่ายทอดสด (Live VDO) ห้องเรียนเสมือน (VDO conference) วีดีโอดูซ้ำได้ (VDO servers) ใช้ส่งไฟล์ ส่งงาน (Cloud storage) การส่งข้อความ (Messaging applications)

การเตรียมตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับครูและโรงเรียนที่จะต้องเตรียมและแจกจ่ายสื่อการสอนให้นักเรียนประมาณ 5 วันล่วงหน้า ความพร้อมของอุปกรณ์และความช่วยเหลือในการสร้างสื่อวีดีโอ ความเร็วและความเสถียรในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในการสอนสด เตรียมสภาพจิตใจที่ต้องคอยตอบคำถามตลอดเวลาหลังเลิกงาน สอนการใช้งานให้ครูคุ้นเคยและเชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือสื่อสารที่โรงเรียนอนุญาตให้ใช้ การเรียนการสอนบางอย่างไม่สามารถสอนได้ผ่านช่องทางออนไลน์ และการออกแบบประเมินให้ชัดเจน สำหรับนักเรียนต้องมีระเบียบวินัยที่จะทำงานให้เสร็จด้วยตนเอง ภายใต้สิ่งรบกวนต่าง ๆ เรียนรู้การใช้เครื่องมือสื่อสารอย่างปลอดภัย ความซื่อสัตย์อย่าลอกงานเพราะโอกาสการลอกงานง่ายมาก ความคาดหวังการเรียนออนไลน์ดูเหมือนสนุกในช่วงแรก พอนานไปจะเหงา ส่วนผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจและเห็นภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนเปิดเรียนออนไลน์ ทำความเข้าใจว่านักเรียนกำลังเรียนอยู่บ้าน ไม่ใช่วันหยุด ทำความเข้าใจว่าการเรียนออนไลน์ไม่ใช่ระบบเลี้ยงลูก ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมในการเรียน

สำหรับความยากลำบากและความท้าทายคือ ผู้ปกครองไม่มีเวลาและไม่สามารถช่วยการเรียนการสอนที่บ้าน การลอกงาน ครูไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนรูปแบบการสอนและโอกาสการพัฒนาครู ครูขาดความพร้อมด้าน IT skills & Digital Competency ครูไม่เข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของนักเรียนสมัยนี้ นักเรียนเด็กเล็กเกิดการติดจอ คำสั่งจากหน่วยงานของรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ดังนั้น โรงเรียนจะต้องเตรียมสื่อสารให้ผู้ปกครองทราบแต่เนิ่น ๆ และชัดเจนว่าการเรียนออนไลน์เป็นอย่างไร ครูเตรียมสื่อการสอนและช่องทางการถ่ายทอดสื่อให้นักเรียนให้เร็วที่สุด โรงเรียนเตรียมช่องทางการสื่อสารที่เป็นทางการระหว่างครู ผู้ปกครองและนักเรียน ครูตั้งความคาดหวังในการเรียนรู้ที่เป็นไปได้ และการเรียนออนไลน์เป็นระบบชั่วคราวและระบบไม่สามารถทดแทนการเรียนในห้องเรียน

ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ กรรมการวิชาการ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี นำเสนอถึงการเรียนออนไลน์อย่างปลอดภัยว่า ควรให้มีความร่วมมือในการเฝ้าระวัง สังเกตเด็กกลุ่มเสี่ยง โดยให้ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก มีส่วนร่วม พร้อมทั้งให้ความรู้ผู้ปกครอง ครู ในด้านทักษะและความรู้เรื่องการติดตามการเรียนของเด็ก และให้ความสำคัญกับเด็กที่ไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถเรียนออนไลน์ได้ จึงควรมีช่องทางให้คำปรึกษากับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ ครูควรได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ อาจมีการตั้งชมรมเพื่อให้เกิดกลุ่มนักเรียนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โรงเรียนควรสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือกับผู้ปกครอง เพื่อให้ความช่วยเหลือ คำแนะนำ และให้ข้อมูลในเรื่องการป้องกันความรุนแรงกับเด็ก

ดร.ทินสิริ ชี้ให้เห็นว่า การที่ให้เด็กนักเรียนเรียนออนไลน์ จะมีความเสี่ยงในเรื่องการลุกลามทางเพศ การข่มเหงทางจิตใจและถูกแกล้งจากเพื่อนที่เป็นคนพาล (bully) จึงมีข้อแนะนำว่า โรงเรียนควรมีนโยบายในการเรียนออนไลน์ เช่น โรงเรียนควรบอกผู้ปกครองถึงตารางเวลาเรียน และแนะนำให้นักเรียนติดต่อกับครูจากห้องเรียน และใส่ชุดให้สุภาพเรียบร้อยเมื่ออยู่ต่อหน้ากล้องโรงเรียน ควรออกระเบียบและส่งเสริมมารยาทในการเรียนออนไลน์ เพื่อป้องกันในเรื่องการพาล (bully) โรงเรียนควรมีแผนกแนะแนวและช่องทางช่วยเหลือให้กับเด็ก (Help Line) ดังนั้น โรงเรียนควรสื่อสารเรื่องการเรียนอย่างปลอดภัยให้กับผู้ปกครองด้วย

ส่วนการเสวนาภาคสอง ที่ประชุมได้เสวนาในหัวข้อเรื่องเครื่องมือเทคโนโลยี การเรียนรู้ การสื่อสาร ในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านระบบ Cloud โดยมีวิทยากรคือ ดร.ตุลย์ ไตรยสวรรค์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่นำเสนอว่า การศึกษาทางไกล (Distance Learning) หมายถึง ระบบการศึกษาที่ผู้เรียนและผู้สอนอยูไกลกัน แต่สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ได้โดยอาศัยสื่อการสอน ในลักษณะของสื่อผสม กล่าวคือ การใช้สื่อต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น ตำราเรียน เทปเสียง แผนภูมิ คอมพิวเตอร์ หรือโดยการใช้อุปกรณ์ทางโทรคมนาคม และสื่อสารมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หรืออินเทอร์เน็ต เข้ามาช่วยในการถ่ายทอดการศึกษาไปยังผู้ต้องการเรียนในท้องที่ต่าง ๆ ส่วนระบบประมวลผลกลุ่ม ให้บริการด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยผู้ให้บริการจะแบ่งปันทรัพยากรทางสารสนเทศให้กับผู้ใช้งานแต่ละราย การประมวลผลกลุ่มเป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากระบบ Virtualization และ Web service โดยเน้นให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิคสำหรับบริการเหล่านั้น

ส่วนคุณสมบัติพื้นฐานที่ต้องการในการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านระบบ Cloud คือ ต้องสามารถสื่อสารกับกลุ่มผู้เรียนได้ในรูปแบบของข้อความ สามารถอำนวยความสะดวกในการจัดการ การนัดหมายเพื่อทำการเรียนการสอนผ่านระบบปฏิทินต่าง ๆ ได้ สามารถจัดเก็บและแลกเปลี่ยนเอกสารต่าง ๆ ในรูปแบบของไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนได้ สามารถจัดการเรียนการสอนในลักษณะของการประชุมผ่านวิดีโอได้ สื่อสารในลักษณะภาพและเสียงในระหว่างจัดการเรียนการสอนในการประชุมผ่านวิดีโอ ผู้สอนและผู้เรียนต้องสามารถแสดงภาพจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนให้ผู้ที่อยู่ในการประชุมผ่านวิดีโอเห็นโดยทั่วกันได้ ต้องรองรับการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมบนซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเรียนการสอน เช่น ผู้สอนและผู้เรียน สามารถวาดและเขียน หรือพิมพ์โต้ตอบกันขณะประชุมผ่านวิดีโอได้ ต้องรองรับการบันทึกวิดีโอในการเรียนการสอน และจัดเก็บในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ รองรับการแบ่งกลุ่มผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย และสร้างพื้นที่ส่วนบุคคลในการประชุมหารือเนื้อหาบทเรียนได้อย่างอิสระ รองรับการจัดทำรายงานแสดงรายชื่อผู้เข้าร่วมการประชุมผ่านวิดีโอ เวลาเข้าและออกจากการประชุม มีความสามารถในการสร้างแบบสอบถาม คำถาม แบบฝึกหัด และคิดคะแนนของผู้เขียน ผู้เรียนต้องสามารถเข้าถึงระบบจัดการเรียนการสอนผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้อุปกรณ์ในรูปแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ต หรือสมาร์ทโฟน และรองรับระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย เช่น Microsoft Windows, OSX, Android, IOS ดังนั้น การเตรียมอุปกรณ์ในการจัดห้องเรียนแบบผสมผสานต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ ไมโครโฟน กล้องเว็บแคม และอุปกรณ์ช่วยเขียน

บทเรียนการจัดการศึกษาในสถานการณ์โควิดในประเทศอาเซียน ในเวทีเสวนา New normal School ครั้งที่ 2

Live เสวนา The New Normal School เรื่อง “การเรียนการสอน เครื่องมือเทคโนโลยี การสื่อสารและการเฝ้าระวังสุขภาพ”

Live เสวนา The New Normal School เรื่อง “การเรียนการสอน เครื่องมือเทคโนโลยี การสื่อสารและการเฝ้าระวังสุขภาพ”


ขอเชิญเข้าร่วมเสวนา ออนไลน์ เรื่อง “การเรียนการสอน เครื่องมือเทคโนโลยี การสื่อสารและการเฝ้าระวังสุขภาพ” 

ครั้งที่ 2 วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 เวลา 16.30-18.30 น.

กำหนดการ

  • 16.30 น. Recap Scope & Meeting ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร

Session 1: การเรียนการสอน

  • 16.35-16.53 การปฏิบัติจริง การเรียนการสอน ประสบการณ์จากอุดมศึกษา ระดับ ม.ปลายและอาชีวศึกษา
    ดร.วิมลศรี ปรีดาสวัสดิ์ (มจธ.)
  • 16.50-17.05 การเรียนการสอน K-9
    ดร.มัลลวีร์ รอชโฟล (สนก. สพฐ.)
  • 17.05-17.45 การปฏิบัติจริง (ประถม-มัธยม ในอาเซียน)
    ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ (สถาบันรามจิตติ)
    การเรียนการสอนระดับประถม-มัธยมต้นใน ร.ร. นานาชาติ Concordia International School
    ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ (มจธ.)
    กรรมการวิชาการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี
    (เชิญโรงเรียนในกลุ่ม 1-2 โรงเรียน เสนอสิ่งที่เตรียม)

Session 2: เครื่องมือเทคโนโลยี การเรียนรู้ การสื่อสาร และการเฝ้าระวังสุขภาพ

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ระดมเสวนา “การปรับตัวรับมือสถานการณ์ COVID-19 และก้าวเข้าสู่โรงเรียนวิถีใหม่ (New Normal School) อย่างไรดี” เปิดแนวทางปฏิบัติของโรงเรียนจากทุกมุมโลก เพื่อศึกษาความพร้อมสถานศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และมาตรการรับมือเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ระดมเสวนา “การปรับตัวรับมือสถานการณ์ COVID-19 และก้าวเข้าสู่โรงเรียนวิถีใหม่ (New Normal School) อย่างไรดี” เปิดแนวทางปฏิบัติของโรงเรียนจากทุกมุมโลก เพื่อศึกษาความพร้อมสถานศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และมาตรการรับมือเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย


ในการเสวนาผ่านระบบออนไลน์ หัวข้อ “การปรับตัวรับมือสถานการณ์ COVID-19 และก้าวเข้าสู่โรงเรียนวิถีใหม่ (New Normal School) อย่างไรดี”  จัดโดย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เพื่อสนับสนุนข้อมูลวิชาการเชิงนโยบาย แนวทางปฏิบัติจากประสบการณ์ทั่วโลก ในการปรับตัวรับมือสถานการณ์ COVID-19 และก้าวเข้าสู่โรงเรียนวิถีใหม่ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมการประชุมจากภาคการศึกษาและสาธารณสุข ประกอบด้วย ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี พ.ญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ดร.อโณทัย ไทยวรรณศรี ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นายกิตติศักดิ์ กวีกิจมณี ผู้เชี่ยวชาญนโยบาย กลุ่มยุทธศาสตร์กำลังคนในระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ กรรมการวิชาการ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี  ดร.ศิริวรรณ อาจศรี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และเครือข่ายครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี โดยมี ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

การเสวนาระบุถึงรายงานการสำรวจของยูนิเซฟประเทศไทย พบว่า ประเทศไทยเด็กนักเรียนได้รับผลกระทบ 13 ล้านคน นักศึกษาที่กำลังจะจบปริญญาตรีปีนี้ 300,000 คน จะมีโอกาสตกงาน ซึ่งทำให้จำนวนคนตกงานเดิมซึ่งมี 500,000 คน เพิ่มมากขึ้น สถิติการฆ่าตัวตายสูงมากขึ้น และจากการรายงานของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ยังระบุว่า มีโทรศัพท์เข้ามาเรื่องปัญหาสุขภาพจิตประมาณ 600 ครั้งต่อวัน จากเดิม 20-40 ครั้งต่อวัน

ในส่วนของสถานการณ์นานาชาตินั้น จากรายงานของ World Bank ระบุว่า 180 ประเทศปิดโรงเรียน จำนวนเด็กที่ไม่ได้เรียนมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาส สิ่งที่ควรดูแลคือโภชนาการอาหาร และการพัฒนาการทางร่างกายของเด็ก ควรเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยแนวทางการปรับตัวเพื่อรับมือ เช่น ให้เงินสนับสนุนเพื่อช่วยโภชนาการอาหาร ปรับตัวให้เป็นภาวะเร่งด่วนในการสอนทางไกล ช่วยเด็กที่มีความเสี่ยง เด็กที่ยากจนด้วยการบริหารจัดการให้เกิดความต่อเนื่องในการเรียน เปลี่ยนความคิดและช่วยกันสร้างความเสมอภาค

ส่วนแนวนโยบายและการปฏิบัติ รายงานจากยูนิเซฟ ระบุว่าข้อมูลจาก 127 ประเทศ ร้อยละ 65 ใช้การสอนแบบผสมระหว่างทีวี วิทยุ และชุดกิจกรรมที่ไปทำที่บ้าน ใน 127 ประเทศใช้การสอนด้วยทีวี ร้อยละ 75 ดิจิทัล ร้อยละ 73 วิทยุ ร้อยละ 58 ชุดกิจกรรมไปทำที่บ้าน ร้อยละ 48  ครูไปที่บ้านนักเรียน ร้อยละ 7

ขณะที่ UNICEF เสนอให้มีกรอบการเปิดโรงเรียน และสิ่งที่ควรวางแผนคือ ความปลอดภัยทางสุขพลานามัย การช่วยนักเรียนและครูเรื่องการเรียนการสอน การช่วยเด็กกลุ่มด้อยโอกาส การช่วยทางด้านสภาวะจิตใจที่เกิดจากผลกระทบ และการปรับตารางสอนและกิจกรรม รวมถึงคำแนะนำให้ทำเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ “Remote Learning Decision Tree” เพื่อหาช่องทางที่เหมาะสมในการเรียนการสอน การใช้โซเซียลมีเดียเป็นช่องทางช่วยเหลือ เช่น จัด Facebook LIVE มีวิทยากรที่เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ นักจิตวิทยา มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลเด็ก วัยรุ่น ให้ความรู้กับพ่อแม่ในการเลี้ยงดูเด็กเล็ก เพื่อพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยเด็ก มีคู่มือสำหรับโรงเรียน รวมถึงทำการสำรวจเพื่อฟังความเห็นเยาวชนว่ามีผลกระทบอย่างไร

การเสวนายังได้ชี้ถึงการกลับมาเปิดสถานศึกษาหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา 43 รัฐ และ วอชิงตัน ดีซี ได้รับคำแนะนำให้เปิดโรงเรียนอีกครั้งในปีการศึกษาหน้า ร้อยละ 16 ของกำลังแรงงานหรือคิดเป็น 26.8 ล้านคน การกลับไปทำงานจะไม่มีคนดูแลลูกในขณะโรงเรียนปิด การปิดโรงเรียนจะทำให้เด็กเปราะบาง และ ร้อยละ 19 ไม่สามารถมาเรียนที่โรงเรียนได้ ส่งผลให้มีผลการเรียนที่แย่ลง

ประเทศจีน ในการตัดสินใจกลับมาเปิดโรงเรียน ทางกระทรวงศึกษาธิการจะมีแนวทางกลางเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ให้อำนาจการตัดสินใจเป็นของหน่วยงานที่ควบคุมการแพร่ระบาดในจังหวัดนั้น ๆ โดยให้คำนึงถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพและแผนปฏิบัติการที่เหมาะสม ซึ่งจะแบ่งกระบวนการพิจารณาเป็น 2 ระดับคือ พิจารณาจากเวลา โดยให้เปิดโรงเรียนได้หลังจาก 28 วันนับจากวันแรกที่ไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่ในพื้นที่ และพิจารณาจากข้อมูลสุขภาพและประวัติการเดินทางของนักเรียนและครูว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ในการกลับมาเปิดเรียน

ไต้หวัน มีความพร้อมที่จะเปิดและปิดโรงเรียนทุกเมื่อ หากครูหรือนักเรียนคนใดคนหนึ่งได้รับการยืนยันจากศูนย์ควบคุมโรคระบาดว่าติดเชื้อโควิด-19 ให้ชั้นเรียนนั้นหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว หากครูหรือนักเรียน 2 คนขึ้นไป ได้รับการยืนยันว่าสัมผัสกับโรค ให้ทุกชั้นเรียนในโรงเรียนหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว และหาก 1 ใน 3 ของโรงเรียนในเขตชุมชนหรือเมืองถูกปิดเนื่องจากการติดเชื้อ ให้ปิดโรงเรียนทุกแห่ง

ประเทศนอร์เวย์ สถานดูแลเด็กสามารถเปิดทำการใหม่ได้ หากสามารถปฏิบัติตามข้อแนะนำการควบคุมการติดเชื้อ และผู้เป็นเจ้าของและลูกจ้างของสถานดูแลเด็กจะต้องผ่านการอบรมและได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องในการปฏิบัติเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด ส่วนโรงเรียนประถมศึกษาที่อยู่ในโปรแกรมการดูแลเด็กนอกเวลาเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่อยู่ในโปรมแกรมหลักสูตรวิชาชีพ เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปตามข้อแนะนำในการควบคุมการติดเชื้อ จะต้องผ่านการอบรม เพราะฉะนั้นฝ่ายบริหารท้องถิ่น ผู้เป็นเจ้าของและลูกจ้างของโรงเรียนจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องในการปฏิบัติ เพื่อลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยที่รุนแรง นักเรียนที่มีความเสี่ยงเป็นพิเศษ และนักเรียนที่อาศัยอยู่กับสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องกลับเข้าเรียน ให้เรียนผ่านการเรียนการสอนทางไกล

ประเทศนิวซีแลนด์ มีมาตรการความพร้อมที่จะเปิดหรือปิดโรงเรียนได้ทุกเมื่อ หากพบว่าโรงเรียนมีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันหรือกลุ่มเสี่ยง ต้องปิด 72 ชั่วโมง เพื่อสืบหาผู้ติดเชื้อและทำความสะอาด และอาจปิดต่ออีก 14 วัน แต่สามารถเปิดได้เพื่อจัดการเรียนทางไกล

ประเทศเดนมาร์ก จัดการเรียนการสอนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในแต่ละห้องเรียนมีนักเรียนไม่เกิน 12 คน แต่ละกลุ่มมีครูเฉพาะ เน้นจัดการเรียนการสอนในพื้นที่เปิดโล่ง และต้องใช้ผู้ช่วยสอนมากขึ้น เพื่อสอนกลุ่มเล็ก

ประเทศเยอรมัน อนุญาตให้เปิดโรงเรียนบางส่วน ครูและนักเรียนต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น สวมหน้ากากอนามัย และใช้เจลล้างมือฆ่าเชื้อทำความสะอาด การเว้นระยะห่างทางสังคมเสมอในระยะ 1.5 เมตร

ประเทศญี่ปุ่น ยังไม่มีแผนการเปิดโรงเรียน โดยให้เรียนรู้ที่บ้านในช่วงปิดโรงเรียน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนเพิ่มโครงสร้าง ไอซีที ในโรงเรียนและให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้

สำหรับประเทศไทย ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีแนวทางจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล โดยสำรวจความพร้อมของผู้ปกครองด้านอุปกรณ์การรับสัญญาณ การสื่อสารและด้านเวลาที่จะดูแลนักเรียน จัดกลุ่มความพร้อมนักเรียนอย่างน้อยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 มีความพร้อม ร้อยละ 100 กลุ่มที่ 2 มีความพร้อมปานกลาง หรือร้อยละ 50 กลุ่มที่ 3 มีความพร้อมน้อยหรือไม่มีความพร้อม และให้เขตพื้นที่และโรงเรียนเข้าช่วยเหลือผู้ปกครองจัดระบบการสื่อสารและวิธีการ โดยใช้ความร่วมมือภายในพื้นที่

ส่วนแนวทางการสนับสนุนด้านสุขภาพของนักเรียน จะอยู่ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเด็ก ทางกระทรวงสาธารณสุขจะจัดทำแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษารองรับสถานการณ์ ชี้แจงนโยบายการปฏิบัติของหน่วยงานสาธารณสุขในระดับพื้นที่ และจัดอบรมความรู้สุขอนามัยในโรงเรียน

ดังนั้น การจะปรับตัวรับมือสถานการณ์ COVID-19 และก้าวเข้าสู่โรงเรียนวิถีใหม่ (New Normal School) อย่างไรดีนั้น จะต้องเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์การระบาดของพื้นที่ มิติด้านความจำเป็นของเด็กและครอบครัว ความสามารถในการเข้าถึงการเรียนผ่านทางไกล ความพร้อมของครูและสถานศึกษา ศักยภาพในการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย และแผนการเตรียมความพร้อมด้านการสาธารณสุข การสุขาภิบาล การเรียนรู้ และการประเมินรับมือกับความเสี่ยง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ขอเชิญเข้าอบรมออนไลน์ ”สอนออนไลน์ ทำได้อย่างไร สำหรับครูไทย”

ขอเชิญเข้าอบรมออนไลน์ ”สอนออนไลน์ ทำได้อย่างไร สำหรับครูไทย”


หัวข้อ ”สอนออนไลน์ ทำได้อย่างไร สำหรับครูไทย”
หากจะต้องสอนออนไลน์ ท่านพร้อมไหม แวะมาคุยกับเรา เพื่อ ร่วมกันคิด
ร่วมกันเตรียมความพร้อม วันที่ 5 พ.ค.2563 นี้ เวลา 10.00-11.00 น. 
ที่บ้านท่าน เข้าร่วมโดยใช้โปรแกรม ZOOM 

Topic: Training Meeting PMCA
Time: May 5, 2020 09:00 AM Bangkok
Join Zoom Meeting
https://mizzou.zoom.us/j/95919753569

จัดโดย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

เครือข่ายรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีร่วมอบรม Digital Literacy Enrichment : ครูไฮเทคไฮทัชปรับตัวกับสไตล์การเรียนรู้ใหม่

เครือข่ายรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีร่วมอบรม Digital Literacy Enrichment : ครูไฮเทคไฮทัชปรับตัวกับสไตล์การเรียนรู้ใหม่

วันที่ 7-10 เมษายน 2563 มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จัดโครงการ Digital Literacy Enrichment รุ่น 2 ปี 2563 พัฒนาศักยภาพครูในเครือข่าย เพื่อเปิดประสบการณ์กับกลุ่มครูให้รู้เท่าทันและปรับใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อการเรียนการสอนและการจัดการการศึกษาในโรงเรียน สร้างความคุ้นเคยกับดิจิทัลเทคโนโลยี เช่น การสร้างและใช้ QR Code การสร้างสื่อการสอนประเภทวีดิทัศน์ การเผยแพร่สื่อการสอนผ่าน Podcasts และสื่อสังคม (Social media) การถ่ายทอดสด (Live) การวิเคราะห์ข่าวปลอม การป้องกันและรับมือการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbully) รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูในกลุ่มที่มีประสบการณ์และบริบทของสังคมที่แตกต่างกัน ช่วยสนับสนุนกิจกรรมสร้างเสริมแก่การเรียนการสอนในโรงเรียนที่ขาดแคลน

สำหรับในรุ่นที่ 2 นี้มีครูเข้าร่วมกิจกรรม 30 ท่าน เข้าร่วมโครงการ โดยมี อาจารย์ผนวกเดช สุวรรณทัต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พร้อมด้วยอาจารย์เมตตา มงคลธีระเดช และอาจารย์ไพฑูรย์ อนันต์เขต เป็นวิทยากร ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิฯ ดร.ชวิน จันทเสนาวงศ์ มธจ. ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ สถาบันรามจิตติ และคณะทำงานมูลนิธิฯร่วมสนับสนุนการเรียนรู้ โดยการจัดกิจกรรมสำหรับ DLN รุ่นที่ เน้นการอบรมปฏิบัติการผ่าน Moodle platform ให้ครูได้เรียนรู้บทเรียนใน 5 session ได้แก่ 1) ทักษะคอมพิวเตอร์พื้นฐาน 2) แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ 3) ความปลอดภัยออนไลน์ 4) เทคโนโลยีวิดีโอเพื่อการเรียนรู้ 5) ปัญญาประดิษฐ์ ผ่านโปรแกรม และ Zoom และสื่อการสอนผ่าน kaimooc.com และการใช้งาน Code เพื่อสร้างบทเรียนสำหรับตนเอง และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (social online) เพื่อการเรียนรู้ในช่วงวิกฤตรับมือสถานการณ์การระบาดไวรัสโควิด-19 และการเตรียมการเรียนการสอนทางไกลสำหรับช่วงเปิดเทอมอีกด้วย

สำหรับโครงการ Digital Literacy Enrichment ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2561 โดยออกแบบมาเพื่อสร้างความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ปฏิบัติงานอยู่ เพื่อให้ครูสามารถให้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมและเพื่อให้คำแนะนำนักเรียนที่จะต้องใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลในอนาคต โดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายครู จำนวน 500 กว่าท่านผ่านกระบวนการคัดเลือกครูมาตั้งแต่ ปี 2558

นอกจากนี้ ทางมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ยังเห็นโอกาสการทำงานพัฒนา Digital Literacy ให้กับครูร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ว่าเป็นการสร้างเครือข่ายให้กับหน่วยงานเพื่อการสร้างโอกาสในการทำงานพัฒนาครู นักเรียน ให้เป็นกำลังคนที่มีศักยภาพสูงต่อไปในอนาคต สำหรับปีนี้ 2563 เป็นรุ่นที่ 2 โดยการคัดเลือกครูตามสาขาวิชาที่สอน เช่น สาย STEM และสายมนุษยศาสตร์ (Humanities) โดยไม่คำนึงถึงระดับความสามารถและประสบการณ์ด้าน Digital Literacy  โดยเชิญชวนครูที่เคยได้รับรางวัลครูยิ่งคุณ ครูขวัญศิษย์ คุณากร ในปี 2558 ปี 2560 และ ปี 2562 สมัครเข้าร่วมอบรมจากทุกจังหวัดในประเทศไทย จำนวน 30 คน เข้าร่วมโครงการ ทั้งในกลุ่ม 1. STEM teacher : Science, IT, Mathematics 2. Social Science, Languages, Humanities โดยเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการและจัดให้มีการติดตามความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า
“โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่กำลังเปลี่ยนการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ ทำอย่างไรให้ครูได้เรียนรู้เท่าทันและเข้าใจถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีผลกระทบต่อการเรียนรู้ต่อการใช้ชีวิตในสังคม เรียนรู้คัดสรร เข้าถึงความรู้ และสร้างสรรค์การเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของครูของผู้เรียน ให้ใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง และใช้อย่างปลอดภัยหรือเพื่อสร้างคุณค่าในการเรียนรู้ ใช้อย่างเข้าใจและเป็นพลังการเรียนรู้ให้เราโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล ท่ามกลางความท้าทายของการเรียนรู้ที่หลากหลายในบริบทที่ต่างกัน ยิ่งในสถานการณ์ยากลำบาก (อย่างสถานการณ์การระบาดไวรัสโควิด-19 ) ก็ไม่ตัดขาดการเรียนรู้…”

 

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีนำเครือข่ายครูศึกษางานอุตสาหกรรมชีวภาพต่อยอดพัฒนาศิษย์

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีนำเครือข่ายครูศึกษางานอุตสาหกรรมชีวภาพต่อยอดพัฒนาศิษย์


มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับกลุ่มมิตรผล จัดกิจกรรมส่งเสริมเครือข่ายครูเพื่อพัฒนาศักยภาพ ศึกษาดูงานด้านอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาล และเทคโนโลยีชีวภาพครบวงจร ณ อุทยานมิตรผลภูเขียว และหนองแซงโมเดล อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เพื่อเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ให้กับครูเครือข่ายมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

การจัดโครงการศึกษาดูงานด้านอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาล และเทคโนโลยีชีวภาพครบวงจรครั้งนี้ ได้จัดขึ้น ณ อุทยานมิตรผลภูเขียว อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ 2563

ทั้งนี้ การก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ทำให้หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพในเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยเน้นการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่พืชเศรษฐกิจ และสามารถนำมาใช้ทดแทนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไปได้ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยประเทศไทยก็อาศัยแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ

ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมเครือข่ายครูเพื่อพัฒนาศักยภาพครูครั้งนี้ เพื่อเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ให้กับครูเครือข่าย เพราะมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี พบว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อการพัฒนาการทำงานของครู หากเครือข่ายครูจำนวนมากกว่า 500 คน ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศที่สามารถเป็นกำลังในการพัฒนาการศึกษา เพื่อให้เกิดการสานต่องานและต่อยอดขยายผลการทำงานของครูในการนำไปสู่การส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาโครงงานทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ต่อไป

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี นำเครือข่ายครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครูรางวัลยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ ประกอบด้วย โรงเรียนสตรีชัยภูมิ โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ โรงเรียนกมลาไสกาฬสินธุ์ โรงเรียนชุมชนหนองยางวิทยาคมกาฬสินธุ์ โรงเรียนหินลาดนารายณ์สารกาฬสินธุ์ โรงเรียนอนุบาลดอนไผ่หนองคาย โรงเรียนมัธยมวานรนิวาสสกลนคร โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคมเพชรบูรณ์ โรงเรียนเมืองราดวิทยาคมเพชรบูรณ์ โรงเรียนบ้านห้วยมุ่นเพชรบูรณ์ โรงเรียนบ้านท่าผูเพชรบูรณ์ โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์สุรินทร์ โรงเรียนเมืองแกพิทยาสวรรค์สุรินทร์ โรงเรียนทุ่งกุลาพิทยาคมสุรินทร์ และครูรางวัลจากสุราษฎร์ธานี ศึกษางานอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาล และเทคโนโลยีชีวภาพ ต่อยอดพัฒนาการเรียนรู้ของศิษย์ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 ณ อุทยานมิตรผลภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ

ทั้งนี้ รศ.ดร.กล้าณรงค์ ศรีรอต หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมและการวิจัยของกลุ่มมิตรผลและคณะ ให้การต้อนรับและได้ชี้ให้เห็นนวัตกรรมของกลุ่มมิตรผลแบ่งออกเป็นธุรกิจน้ำตาล และธุรกิจพลังงาน ซึ่งกลุ่มมิตรผลเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และอันดับ 1 ของไทย โดยระบุว่า กลุ่มมิตรผลได้คัดสรรอ้อยคุณภาพดีเข้าสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยจนเกิดเป็นหลากหลายผลิตภัณฑ์น้ำตาลคุณภาพมาตรฐานสากล สำหรับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้การจัดการไร่อ้อยสมัยใหม่คือ มิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม ซึ่งเป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการไร่อ้อยที่ประยุกต์แนวคิดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย เพื่อให้ชาวไร่อ้อยมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ลดต้นทุน ลดการใช้แรงงาน อนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี

ส่วนธุรกิจด้านพลังงาน กลุ่มมิตรผลแบ่งเป็น ไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลรายใหญ่ในเอเชียแปซิฟิก โดยการใช้ชานอ้อยจากกระบวนการผลิตน้ำตาล และชีวมวลทางการเกษตรถูกนำมาพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการผลิตเป็นไฟฟ้าชีวมวล หนึ่งในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของกลุ่มมิตรผลที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย

ด้านเอทานอล ซึ่งกลุ่มมิตรผลเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในอาเซียน ด้วยการนำน้ำอ้อยและโมลาสที่เป็นผลพลอยได้จากระบวนการผลิตน้ำตาลถูกนำมาพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเอทานอล บริสุทธิ์คุณภาพสูง ที่นำไปผสมกับน้ำมันเบนซินจนเกิดเป็นน้ำมันแก๊ซโซฮอลสำหรับรถยนต์ จึงช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

กลุ่มมิตรยังมีอีกหนึ่งผลผลิตที่ต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากกระบวนการผลิตเอทานอลที่เกิดจากการปั่นแยกยิสต์ออกจากน้ำหมัก และนำไปพัฒนาเพิ่มความเข้มข้นอบแห้งจนได้ยิสต์ที่สามารถใช้เป็นส่วนผสมสำหรับอาหารสัตว์ ทดแทนปลาป่นหรือถั่วเหลืองที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทย

ขณะที่เครือข่ายครูของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีที่ศึกษาการผลิตและนวัตกรรมของกลุ่มมิตรผลในครั้งนี้นั้น โดย นายเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2558 จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เปิดเผยว่า จากการที่ได้ดูงานของโรงงานมิตรผลก็ทำให้เปิดโลกทัศน์ว่าในประเทศไทยก็มีโรงงานที่สามารถที่จะผลิตโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ซึ่งอันนี้ก็มีหลายแง่มุมที่สามารถนำไปจัดการเรียนรู้ได้ เพราะว่าทุกขั้นตอนของการผลิตนั้นก็จะมีนวัตกรรมของเขา ถ้าเราดูดี ๆ นวัตกรรมทุกขั้นตอนของการผลิต ไม่ว่าจะทำเป็นน้ำตาล ทำเป็นพลังงาน แต่ละขั้นตอน เขาจะมีนวัตกรรมของเขา ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยน่าจะมีโรงงานอย่างนี้มาก ๆ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียนและให้กับครู ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ของครูว่า ณ ปัจจุบันนี้เขาทำอะไรกันอยู่ เขาจะสอนนักเรียนไปทางไหน ซึ่งครูจะได้ไม่หลงทาง ปัจจุบันนี้ครูโดยส่วนใหญ่จะสอนให้จำและนำไปทำข้อสอบอย่างเดียว ทำให้ไม่เกิดนวัตกรรม จึงเห็นว่าครูควรจะต้องมารับองค์ความรู้จากโรงงานเหล่านี้เพื่อจะได้เห็นการพัฒนาในทางนวัตกรรม เพราะถ้าให้นักเรียนจำอย่างเดียวแล้ว นักเรียนจะทำอะไรไม่เป็นเลย

นายเฉลิมพร ให้ทัศนะอีกว่า การเรียนรู้ของนักเรียนจะต้องลงมือปฏิบัติผ่านกิจกรรมเพื่อให้เกิดการคิด เมื่อเกิดกระบวนการคิดก็จะสามารถนำองค์ความรู้ที่เขารู้ไปพัฒนาเป็นนวัตกรรมได้ อันนี้จะเป็นแนวทางการเรียนรู้ที่ถูกต้อง นั่นก็คือสอนให้เขาสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดให้เป็นนวัตกรรมโดยผ่านกระบวนการคิด หรืออีกแนวหนึ่งในปัจจุบันนี้ก็คือ สะเต็มศึกษา คือ แนวทางการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ไปใช้ในการเชื่อมโยงและแก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งสะเต็มศึกษาจะได้ถูกออกแบบในบริบทของเขา

ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2558 กล่าวถึงครูเครือข่ายที่มาศึกษาดูงานในครั้งนี้ด้วยว่า เครือข่ายครูจะได้นำประสบการณ์ในพื้นถิ่นซึ่งเป็นบริบทของครูในเรื่องการทำไร่อ้อยและน้ำตาล ซึ่งเขาสามารถนำเอาสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นไปทำการสอนที่ดีมากขึ้น และสามารถที่จะนำพานักเรียนให้เกิดกระบวนการคิด เกิดกระบวนการสร้างนวัตกรรม ซึ่งสามารถนำไปสอดแทรกในวิชาสะเต็มศึกษาได้เลย คือนำเอาปัญหาจากท้องถิ่นและนำมาแก้โดยกระบวนการวิศวกรรมโดยอาศัยวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เข้ามาบูรณาการ เช่น หลักสูตรของ สสวท.ที่มีการสอนอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องนโยบายที่สอนให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมได้เป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้วของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะ สสวท.ก็สนับสนุนครูวิทยาศาสตร์ทำการสอนโดยใช้กระบวนการสะเต็มอันนำไปสู่นวัตกรรม ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ดังนั้น ครูจะต้องนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติให้เกิดเป็นชิ้นงานขึ้นมา เพราะเมื่อนำไปสอนนักเรียนแล้ว นักเรียนจะเกิดผลงานอะไรบ้าง โดยอาศัยท้องถิ่นของตนเอง โดยใช้บริบทใกล้ตัว เช่นอาชีพของท้องถิ่น อาชีพของผู้ปกครองที่มีอยู่เป็นฐานในการเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้เขาเรียนรู้ได้ง่าย มิใช่นำบริบทที่กรุงเทพฯ มา แต่ต้องนำบริบทของท้องถิ่นของตนเอง

“สำหรับครูที่มาศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีในระดับครูยิ่งคุณ ครูขวัญศิษย์ ซึ่งเขาก็มีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว เพียงแต่ให้เขาได้เข้ามาเติมเต็มบางอย่างก็จะสามารถพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของเขาได้ดียิ่งขึ้น และมองเห็นแนวทางที่ชัดขึ้นในการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ครูเหล่านี้พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอยู่แล้ว” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าว

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสนับสนุนครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีจาก สปป. ลาว รุ่นที่ ๓ ปี ๒๕๖๒ ศึกษาดูงานการจัดการศึกษาของโรงเรียนและโครงการในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ในจังหวัดน่านและแพร่

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสนับสนุนครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีจาก สปป. ลาว รุ่นที่ ๓ ปี ๒๕๖๒ ศึกษาดูงานการจัดการศึกษาของโรงเรียนและโครงการในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ในจังหวัดน่านและแพร่

เมื่อวันที่ ๑ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓  ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี และคณะจัดกิจกรรมศึกษาดูงานให้กับครูไพสะนิด ปันยาสะหวัด และคณะครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีประจำประเทศลาว ปี พ.ศ. ๒๕๖๒  ประจำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งได้นำคณะผู้บริหารและคณะครู ๙ ท่านจากโรงเรียนมัธยมศึกษาสันติภาพ นครหลวงพระบาง สปป.ลาว มาศึกษาดูงานด้านการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา ของโรงเรียนไทยในจังหวัดน่านและแพร่ รวมทั้งโครงการในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่หลวงพระบาง 

กิจกรรมทัศนศึกษาครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือ กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  (มจธ.) ศูนย์ประสานงานในพื้นที่น่าน และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน ผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๗ (แพร่-น่าน) และหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)  ในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เข้าร่วมศึกษาดูงานกับคณะครู สปป.ลาว ในครั้งนี้ด้วย 

ในการนี้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี และที่ปรึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  (มจธ.) กล่าวว่า 

“การจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในครั้งนี้เป็นโครงการที่จัดให้ตามที่คณะครูไพสะนิด ปันยาสะหวัด จากนครหลวงพระบาง สปป.ลาว ได้เสนอความต้องการที่อยากจะเรียนรู้ โดยทางมูลนิธิฯ ได้เลือกพื้นที่สำหรับศึกษาดูงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ครูจากสปป.ลาวจะนำไปต่อยอดการพัฒนาการเรียนรู้และการศึกษาที่ใกล้เคียงกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดน่านนี้มีพื้นที่ที่อยู่ในโครงการในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาการศึกษา และการส่งเสริมวิทยาศาสตร์นวัตกรรมต่างๆ เพื่อชีวิต อยู่หลายแห่งที่น่าจะช่วยเปิดโลกทัศน์และสร้างประสบการเรียนรู้ให้กับครูได้เห็นทั้งโจทย์การศึกษา นวัตกรรม และมิติของการสร้างทักษะให้กับเด็กเยาวชนในอนาคตได้” 

ทั้งนี้ กิจกรรมศึกษาดูงานประกอบด้วยการศึกษาโครงการในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาการศึกษา และการส่งเสริมวิทยาศาสตร์นวัตกรรมต่างๆ เพื่อชีวิต โรงเรียนและแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม 

๑. การศึกษาดูงานโครงการในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีสำนักงาน มจธ.พื้นที่จังหวัดน่าน เป็นหน่วยประสานและปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งได้ศึกษาดูงานการจัดการศึกษาสำหรับเด็กบนพื้นที่สูงและในถิ่นทุรกันดาร ได้แก่โรงเรียนมัธยมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน เป็นโรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาแบบทวิภาคีร่วมกับวิทยาลัยการอาชีพปัว เน้นการสร้างทักษะอาชีพให้กับผู้เรียน และโรงเรียนบ้านสว้า มีห้องเรียนสาขา ๓ แห่งในหมู่บ้านบนดอยที่ห่างไกล คือ บ้านป่ากำ ขุนน้ำจอน ห้วยลัวะ ที่เน้นการสร้างโอกาสการเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และทักษะการทำงานและดำรงชีวิต

๒. การศึกษาการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านในชุมชนบ้านบ่อหลวง แหล่งผลิตเกลือสินเธาว์แบบโบราณ อายุกว่า ๗๐๐ ปี และเยี่ยมชม “กาดละอ่อน” โดยมีมัคคุเทศก์น้อยของชุมชนบ่อหลวงพาเยี่ยมชน จากนั้นยังได้การศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตชาวมละบริในศูนย์วัฒนธรรมภูฟ้า ชุมชนชาวลั้วะที่พัฒนาเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่  ศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ อ.ภูเพียง จ.น่าน ศูนย์กลางการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนระหว่างเกษตรกรคนในชุมชน โดยมีพ่อสำรวย ผัดผล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง จังหวัดน่าน ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่านผู้บุกเบิกศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ มาร่วมให้ความรู้เรื่องการทำงานของศูนย์ฯ เพื่อสร้างองค์ความรู้เรื่องข้าว เกษตรกรรมและการจัดการน้ำในจังหวัดน่าน

๓. การศึกษาเยี่ยมชมศาสนาสถาน โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม อาทิ การเยี่ยมชมวัดหนองบัว หรือวัดไทลื้อ  ซึ่งเป็นวัดของชาวไทลื้อ มีพิพิธภัณฑ์ไทลื้อ และภายในวัดยังมีจิตรกรรมฝาผนังร่วมเชื่อว่ามาจากช่างร่วมยุคสมัยกับวัดภูมินทร์ และยังมีภาพเด่นของหนุ่มสาวจูงมือ  สักการวัดพระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดภูมินทร์ วัดหัวข่วง คุ้มเจ้าราชบุตร และเยี่ยมชมย่านเมืองเก่าของจังหวัดน่าน เดินทางไปสักการวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง (วัดศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองแพร่) คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ โดยได้เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์วัฒนธรามและความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างน่าน-แพร่กับหลวงพระบาง สปป.ลาว จากวิทยากรท้องถิ่น และพระอาจารย์ตามศาสนาต่างๆ อีกด้วย

๔. การศึกษาดูงานการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดใหญ่โรงเรียนสตรีศรีน่าน อ.เมือง จ.น่าน โรงเรียนพิริยาลัย อ.เมือง จ.แพร่ ที่มีเด็กนักเรียนโดยเฉลี่ย 2,000 กว่าคน เพื่อดูงานการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนทั้งในด้านสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เน้นวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม STEM ศึกษา กิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นจุดแข็งของโรงเรียน และเยี่ยมเยือนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๗ (แพร่-น่าน)

ด้านครูไพสะนิด ปันยาสะหวัด สะท้อนว่า การเดินทางมาศึกษาดูงานของคณะครูของโรงเรียนคณะผู้บริหารและคณะครู ๙ ท่านจากโรงเรียนมัธยมศึกษาสันติภาพ นครหลวงพระบาง สปป.ลาว นับว่ามีคุณค่าอย่างยิ่ง 

“ข้าพเจ้าประทับใจในทุกที่ที่ไป และได้เห็นพระบารมีของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทำงานพัฒนาคนและสังคมในหลายมิติ และยังได้เห็นความสัมพันธ์ของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัดน่านและแพร่ที่มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของหลวงพระบาง ทำให้เรื่องที่ข้าพเจ้าเรียนรู้ในประวัติศาสตร์ขยายขอบเขตกว้างขึ้น ซึ่งจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ไปบอกเล่าถ่ายทอดให้กับเพื่อนครู และไปต่อยอดการจัดการเรียนรู้ของข้าพเจ้าต่อไป ในอนาคตอยากมีกิจกรรมต่อเนื่องที่จะเชื่อมโยงการพัฒนาการเรียนรู้เป็นเรื่องๆ ไป และหากมาโอกาสอยากให้ครูไทยและครูลาวหรือนักวิจัยไทย หรือนักเรียนได้ไปมาหาสู่พัวพันเรียนรู้กันและกันต่อไป โรงเรียนของข้าพเจ้ายินดีต้อนรับหากคณะจากมูลนิธิฯและเครือข่ายจะไปเยี่ยมเยือน” 

ด้านท่านนางบัวทอง  ตันแสนสี รองหัวหน้าแผนกศึกษาธิการ และ กีฬา แขวงหลวงพะบาง กล่าวว่า “ขอขอบใจในมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีที่ได้สนับสนุนโครงการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ทำให้ครูของนครหลวงพระบาง ได้มีโอกาสเรียนรู้และมีประสบการณ์ในหลายด้านจากสิ่งที่ได้ดูงาน ซึ่งในฐานะผู้ดูแลด้านการศึกษาที่นครหลวงพระบาง จะนำสิ่งที่ได้กลับไปรายงานทางกระทรวงศึกษาธิการ และกีฬา สปป.ลาว และคงได้หารือกับคณะผู้บริหารและคณะครูที่มาร่วมดูงาน และทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ว่าเราจะสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาต่อยอดพัฒนาการศึกษาของเราให้สอดคล้องกับบริบทของหลวงพระบางได้อย่างไร และขอบใจในความพัวพันและการดูแลอย่างยิ่งครั้งนี้อีกครั้ง” 

 นอกจากสิ่งที่กล่าวนี้ คณะครูจากนครหลวงพระบาง สปป.ลาว และเครือข่ายครูไทย และนักวิจัยในพื้นที่น่าน-แพร่ ยังได้ร่วมกันสะท้อนถึงประสบการณ์และความประทับใจที่ได้พบปะกัน ถือเป็นโอกาสที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายการเรียนรู้สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างเครือข่ายครูสปป.ลาว และเครือข่ายครูไทย เครือข่ายนักวิจัย และนักพัฒนาในพื้นที่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนครหลวงพระบางมายังจังหวัดน่านใช้เวลาเดินทางระหว่างกันไม่ไกลที่ทำให้ต่างก็จะกลับไปคิดโจทย์ต่อว่าจะต่อยอดความสัมพันธ์เพื่อสร้างการเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ต่อผู้เรียนและชุมชนต่อไป 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จาก สปป. ลาวรุ่นที่ 1 ปี 2557 ร่วมทัศนศึกษาดูงานในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิ

ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จาก สปป. ลาวรุ่นที่ 1 ปี 2557 ร่วมทัศนศึกษาดูงานในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิ


28 – 30 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี นำโดย ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้จัดการมูลนิธิรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรี และคณะเครือข่ายครูในมูลนิธิฯ สถาบันรามจิตติ ได้ต้อนรับครูคำซ้อย
วงสัมพัน ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีประจำประเทศลาวปี พ.ศ.2557 ประจำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งได้นำคณะผู้บริหารและคณะครู ๒๐ ท่านจากโรงเรียนมัธยมศึกษาสมบูรณ์ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว มาศึกษาดูงานด้านการจัดการเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศส วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ของโรงเรียนไทยในจังหวัดขอนแก่นและชัยภูมิ โดยมีคณะผู้บริหารของโรงเรียนไทย คณะครู ศึกษานิเทศก์ให้การต้อนรับ รวมถึงแหล่งเรียนรู้ต่างๆ 

ในการนี้ คณะครู สปป.ลาว ได้เข้าเยี่ยมเยือนศึกษาดูงานการจัดการเรียนการสอน  ณ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 จังหวัดขอนแก่น เยี่ยมชมศูนย์พัฒนาภาษาฝรั่งเศส ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และแบ่งกลุ่มการศึกษาดูงานการจัดการเรียนการสอนเป็นรายวิชา ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศวิชาฝรั่งเศส กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ศูนย์ STEM ศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นจุดแข็งของโรงเรียน โดยในการนี้ยังได้มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศส กับคุณครูสลิลทิพย์ พนาวสันต์ แกร์นิเยร์ ครูสอนภาษาฝรั่งเศส โรงเรียนพัทลุง ครูยิ่งคุณ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562 อีกทั้งยังได้เยี่ยมเยือนศึกษาดูงาน ณ สถาบันพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้านการสนับสนุนและการพัฒนาครูของสถานบันฯให้กับครูประจำการและบุคลากรทางการศึกษา 

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 25 SIAO model เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในจังหวัด รวมถึงทัศนศึกษาศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เรียนรู้แหล่งประวัติศาสตร์โบราณธรณีวิทยาและโบราณชีววิทยา นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมเยือนโรงเรียนหนองเรือวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๕ ขอนแก่น โดยเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษที่โดดเด่นทางด้านการผลิตนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง โดยนักเรียนทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจุบันที่อยู่ใน วอลเลย์บอลไทยแลนด์ลีก

นอกจากการศึกษาดูงานในจังหวัดขอนแก่นแล้ว คณะของครูคำซ้อย วงสัมพัน สปป.ลาว ยังได้เดินทางไปจังหวัดชัยภูมิเพื่อศึกษาดูงานการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนสตรีชัยภูมิ  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 จังหวัดชัยภูมิ ทั้งในด้านการบริหารจัดการศึกษาและการพัฒนาการเรียนรู้ในด้านภาษา และสาระการเรียนรู้ต่างๆ พร้อมกันนี้ยังได้มีการแลกเปลี่ยนสะท้อนประสบการณ์การเรียนรู้จากการศึกษาดูงานร่วมกัน โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีและเครือข่ายครูไทยร่วมแลกเปลี่ยนการนำความรู้ไปใช้ต่อยอดการทำงานในอนาคต 

จังหวัดขอนแก่น

จังหวัดชัยภูมิ

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี​ ประจำปี​ 2560​ จากประเทศมาเลเซีย​ พร้อมคณะ​ เยือนประเทศไทย​ และเข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูมาเลเซียกับครูไทย​ พร้อมศึกษาดูงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี​ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี​ ประจำปี​ 2560​ จากประเทศมาเลเซีย​ พร้อมคณะ​ เยือนประเทศไทย​ และเข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูมาเลเซียกับครูไทย​ พร้อมศึกษาดูงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี​ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)


คณะกรรมการของ​มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีได้จัดกิจกรรมศึกษาดูงานและเลี้ยงต้อนรับ Ms. Saripah Embong ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่ 2 ปี 2560 จากประเทศมาเลเซีย พร้อมด้วยผู้บริหาร ครู และนักเรียน  จำนวน  8 คน จากโรงเรียน Sekolah Menengah  Agarna (Atas)  Sultan Zainal Abidin รัฐ Terengganu ประกอบด้วย Haji Engku Abdulh bin Engku Dalam Ahmad , Zalina binti Hassan , Dr.Wan Maizaitul Akmar binti Wan Ahmad , Abdul Malik bin Muhamad , Nurul Aisyah bin Mustaffa , Wan Ahmad Aqil Zakwan bin Wan Mohd Faidzal , Nur Anis Farzana binti Abdul Malik ซึ่งได้มาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ 2563 นี้  เพื่อร่วมกิจกรรม “International Intellectual Poverty, Invention, Innovation and Technology Exposition” โดยโครงงานของนักเรียนได้รับรางวัล Special Award และรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากงานดังกล่าว

โดยในวันที่​ 5​ กุมภาพันธ์​ 2563​ การนี้คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีได้จัดกิจกรรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี  โดยมีนายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สพฐ. และ ดร.สมร  ปาโท ผู้อำนวยการ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี  พร้อมด้วย คณะครูอาจารย์ และนักเรียนที่ให้การต้อนรับ ในการนี้คณะครู Saripah ได้ศึกษาดูงานด้านการจัดการเรียนการสอนห้องปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างนักเรียนไทยและญี่ปุ่น (Academic Exchange Program) การสอนแบบโครงงานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน สะเต็มศึกษา และการบริหารจัดการโรงเรียนด้านงบประมาณ การคัดเลือกนักเรียน และการทำโครงงานของนักเรียนซึ่งเป็นกิจกรรมสำหรับการจบการศึกษา เป็นต้น

ในบ่ายวันเดียวกัน คณะครู Saripah ยังได้เข้าเยี่ยมเยือนมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี โดยมี ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้จัดการมูลนิธิฯ นพ.สุภกร บัวสาย และดร.อุดม วงษ์สิงห์ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ สถาบันรามจิตติ ให้การต้อนรับ ณ สำนักงานมูลมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) อาคาร S.P.ชั้นที่ 13 ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้​ การมาเยือนประเทศไทยของคณะของครู​ Saripah ครั้งนี้เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกันในด้านการศึกษาระหว่างทั้งสองประเทศ​ และศึกษาการทำงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี​ ในกระบวนการส่งเสริมและปรับปรุงการพัฒนาวิชาชีพครู รวมถึงเพื่อให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างนักเรียนและอาจารย์จาก Sekolah Menengah Agama (Atas) Sultan Zainal Abindin และนักเรียนและครูจากโรงเรียนไทยมากยิ่งขึ้น​ด้วย​  ในการนี้คณะกรรมการมูลนิธิฯยังได้จัดเลี้ยงต้อนรับแด่ครู Saripah และคณะ ที่มาเยือนในครั้งนี้ด้วย โดยมีดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ ผู้จัดการประสานระหว่างประเทศไทย-มาเลเซีย ดร.เจษฎา เตมัยสมิธิ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมงานเลี้ยงต้อนรับในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ Mr. Haji Engku Abdullah bin Engku Dalam Ahmad ผู้บริหารโรงเรียน Sekolah Menengah  Agarna (Atas)  Sultan Zainal Abidin โรงเรียนของครู Saripah ได้กล่าวสะท้อนขอบคุณการต้อนรับและกิจกรรมการเรียนรู้ที่มูลนิธิฯ จัดขึ้นว่า การมาประเทศไทยครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งในการเรียนรู้หลายเรื่อง โดยเฉพาะโอกาสที่ทางมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีได้ประสานให้ได้ไปศึกษาดูงานโรงเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ซึ่งมีจุดเน้นคล้ายกับ โรงเรียน Sekolah Menengah  Agarna (Atas)  Sultan Zainal Abidin ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาอยู่ในกลุ่มโรงเรียนเป็นเลิศทางวิชาการของมาเลเซีย เป็นโรงเรียนประจำ มีนักเรียนมีจำนวน 720 คน ครู 100 คน โดยด้นการเรียนรู้มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ โดยสนับสนุนให้นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์และการพัฒนานวัตกรรมได้รับรางวัลระดับประเทศและนานาชาติมากมาย ซึ่งจากการมาเยือนครั้งนี้โรงเรียนมีความประสงค์ที่จะดำเนินโครงการความร่วมมือแลกเปลี่ยนครูและนักเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาร่วมกันในอนาคตต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สรุปสาระสำคัญพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 3 และพิธีมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สรุปสาระสำคัญพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 3 และพิธีมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์

สรุปสาระสำคัญ
พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 3
และพิธีมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์

ผู้แต่ง: มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี
จำนวน :  55 หน้า

 

สรุปสาระสำคัญ
การประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 2

ผู้แต่ง: มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี
จำนวน :  74 หน้า